ประวัติของท่านพระสีวลีแปลกตรงที่กล่าวว่า ท่านอยู่ในท้องของมารดานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ดังนั้นเมื่อท่านคลอดจึงสามารถทำงานได้เท่ากับเด็ก ๗ ขวบ ในประวัติกล่าวไว้ว่าวันที่ท่านคลอด พระบิดาของท่านได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า มาเสวยพระกระยาหารที่ในวังพร้อมด้วยพระสาวก ในวันนั้นเด็กชายสีวลีได้ช่วยแม่เลี้ยงพระด้วย พระสารีบุตรมองเห็นก็เกิดความเอ็นดูสนทนาด้วย จนเกิดความคุ้นเคยกันอย่างดี ในวันที่ ๗ เป็นวันสุดท้ายของการเลี้ยงพระ พระสารีบุตรได้ชวนเด็กชายสีวลีให้บวชด้วย โดยกล่าวว่า “เธอทุกข์ทรมานอยู่ในครรภ์มานาน ออกบวชไม่ดีกว่าหรือ” เด็กน้อยสีวลำตอบว่า “ถ้ากระผมสามารถบวชได้ก็จะบวช” พระนางสุปปวาสาเห็นบุตรชายสนิทกับพระสารีบุตรก็ดีพระทัย เมื่อพระสารีบุตรทูลให้ทราบว่ากำลังชวนลูกชายให้ไปบวช พระนางก็ดีพระทัยและอนุญาตให้พระโอรสได้บวชตามความประสงค์
 
รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว
 
พระสารีบุตรจึงทำการบวช ให้ ในเบื้องต้นได้สอนให้ท่านกำหนดพิจารณา ตจปัญจกกรรมฐาน ๕ ประการ คือ พิจารณา เกสา(ผม) โลมา(ขน) นะขา(เล็บ) ทันตา(ฟัน) ตะโจ(หนัง) อันเป็นเบื้องต้นของการบวชที่พระอุปัชฌาย์จะต้องสอนก่อนการบวชทุกครั้ง ท่านได้พิจารณาถึงความทุกข์ที่ต้องทรมานอยู่ในครรภ์มารดาถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ในขณะที่กำลังปลงผมท่านได้พิจารณาไปตามที่พระอุปัฌชาย์สอน เมื่อปลงผมจุกที่ ๑ เสร็จ ท่านได้บรรลุโสดาปัตติผล ปลงผมจุกที่ ๒ เสร็จ ท่านได้บรรลุสกทาคามิผล ปลงจุกผมที่ ๓ เสร็จ ท่านได้บรรลุอนาคามิผล และปลงผมจุกสุดท้ายเสร็จท่านก็บรรลุอรหัตตผล ซึ่งนับว่าท่านได้บรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็วแค่ปลงผมเสร็จท่านก็สำเร็จเป็น พระอรหันต์

ข้อพิจารณา

๑.พระสีวลีท่านบวชเมื่ออายุยังน้อยมากคือแค่ ๗ ขวบ และเมื่อก่อนบวชท่านได้รับการสอนตจปัจกกรรมฐาน และด้วยทุกข์ที่ท่านได้ทนทรมานอยู่ในครรภ์มารดาเป็นเวลานาน ท่านสามารถนำคำสอนของพระอุปัฌชาย์ไปพิจารณาจนสามารถบรรลุอรหัตตผลในเวลาแค่ ปลงผมเสร็จ นั่นแสดงให้เห็นว่าวัยก็ดี ความรู้ก็ดี ไม่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม ขอแต่เพียงรู้จักพิจารณาด้วยปัญญาให้ถูกต้องก็สามารถบรรลุธรรมได้ สมดังพระธรรมคุณว่า “อกาลิโก” คือไม่ขึ้นอยู่กับเวลาในการปฏิบัติ

๒.การกำหนดพิจารณาสิ่ง ที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้นหรือกายก็ตาม ถ้าผู้ปฏิบัติหมั่นฝึกให้เป็นนิสัย โดยกำหนดรู้ให้เท่าทันอารมณ์ที่อ่อนไหวไปตามสัมผัสนั้น ๆ แล้วน้อมจิตพิจารณาให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ ในไม่ช้าก็จะเข้าใจสภาวธรรม การกำหนดรู้ให้เท่าทันในอารมณ์ที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่ากับได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง โดยเฉพาะหมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การกำหนดรู้จิตที่อ่อนไว้ไปตามอารมณ์ที่มากระทบ ธรรมชาติจิตจะปรุงแต่งไปตามอดีตบ้าง อนาคตบ้างทำให้เกิดความรู้นึกยินดีหรือยินร้าย สติที่เข้าไม่กำหนดรู้จะเป็นตัวกั้นกระแสของกิเลสไม่ให้เกิดขึ้น เป็นการตัดวงจรของปฏิจจสมุปบาทไม่ให้เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ นั่นก็คือการดับทุกข์นั่นเอง
ขอเชิญพุทธศาสนิกชน ร่วมทำบุญบูรณะสร้างศาลาเอนกประสงค์ และกุฏิพระสงฆ์ แทนหลังเดิมเนื่องจากเกิดเหตุไฟไหม้ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุไฟไหม้เกิดจากไฟฟ้ารัดวงจรทำให้เพลิงไหม้เสนาสนะทั้งสิ้น 3 หลังได้ ได้แก่ ศาลาเอนกประสงค์ 1 หลัง และ กฏิพระสงฆ์ 2 หลัง ซึ่งศาลาดังกล่าวเป็นที่เก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ในวัดทั้งหมด และเป็นที่เก็บหนังสือ ทำให้อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในวัด ผ้าจีวร บาตร ฯลฯ ถูกไฟไหม้ทั้งหมด
 
คณะศิษยานุศิษย์ฯ จึงใคร่ขอบอกบุญมายังผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วมบริจาคบูรณะเสนาสนะดังกล่าว เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิมต่อไป
 
ร่วมทำบุญโดยโอนเงินผ่านทางบัญชี
ชื่อบัญชี วัดป่าเชิงเลน โดยพระอาจารย์ภัลลภ อภิปาโล
ธนาคารกรุงไทย สาขาปิ่นเกล้า
เลขที่ ๐๓๑-๑-๕๖๓๘๗-๒ (031-1-56387-2)
  
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
วัดป่าเชิงเลน โทรศัพท์ ๐๒-๘๖๕-๕๖๔๕ และ ๐๒-๘๖๕-๕๖๔๖
 
 
 
 
 
 


Link mp.3 พระธรรมเทศนา --> วัดป่าภูไม้ฮาว จ.มุกดาหาร
ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมกับ พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโตจากวัดป่าภูไม้ฮาว ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหารตั้งแต่ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม (เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิการ) - ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ บ้านไทย หมู่๕ ต.ถนนขาด อ.เมือง จ.นครปฐม อยู่ใกล้กับ สำนักวิปัสสนาธัมโมทยะ โดย การเดินทางเริ่มจากกรุงเทพเลย BIG C นครปฐมจะเจอ 4 แรกแยกให้เลี่ยวซ้ายช่องโรงแรม 99 แล้วจะพบป้ายบ้านไทยตลอดเส้นทาง ระยะทาง ~6 กิโลเมตร

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต เป็นบุญใหญ่ที่จะทำให้จิตใจร่มเย็นเป็นสุขและเบิกบานด้วยแสงสว่างทางปัญญา อันเกิดจากกระแสธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อบรรเทาความรุ่มร้อนที่ เกิดจากทุกข์ทั้งปวงให้คลายลง

ด้วยเมตตาธรรม ที่มีต่อคณะศิษย์ชาวนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียงอันเป็นสถานที่ที่พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโตเคยมาเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฎซึ่งสมัยก่อนเรียก วิทยาลัยครูนครปฐม เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ทำให้ท่านเลือกจังหวัดนครปฐมเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ธรรมะที่ท่านได้มี โอกาสรู้เห็นจากการอุทิศตนศึกษาปฏิบัติมาทั้งสมถะและวิปัสสนากรรมฐานโดยพระ อาจารย์ได้ประมวลการปฏิบัติธรรมที่ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบหลายสำนัก ว่าแท้จริงมีการเชื่อมต่อและมีจุดร่วมกันอยู่ผู้ปฏิบัติจะเกิดความเข้าใจใน หลักของมหาสติปัฏฐาน๔ ได้อย่างถ่องแท้

ทุกๆ วันแห่งการปฏิบัติธรรม ท่านจะได้พบกับความสุขที่ได้ทำบุญตักบาตร รักษาศีล เจริญจิตภาวนาไปพร้อมๆกับฟังการแสดงธรรม และพระอาจารย์ยังเปิดโอกาสให้สนทนาไขปัญหาชีวิตข้อข้องใจในสภาวธรรมต่างๆ หลังการแสดงธรรมอย่างใกล้ชิดบ้านไทยอยู่ใกล้ ศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐมสงบร่มรื่น และมีบรรยากาศเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมอาคารสถานที่ เครื่องนอน อาหารครบครันซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยผู้ปฏิบัติสามารถไปกลับ หรือพักค้างก็ได้

ท่านที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- คุณจิม ตั้งมั่นคง 089-740-8166
สวัสดีครับ
ขอเชิญทุกท่านเยี่ยมชม websie ธรรมะ ชมบุญ http://www.chomboon.com/ โดยทุกท่านสามารถเข้าไปดาวน์โหลดพระธรรมเทศนา / ธรรมะบรรยายได้ และเพื่อเป็นกำลังใจกับทีมงาน ขอให้ทุกท่านร่วมเซ็นสมุดเยี่ยมได้ที่ http://www.chomboon.com/guestbook.php และสำหรับท่านที่สะดวก ขอฝากประชาสัมพันธ์ website ด้วยครับ
 
ขอบคุณ และขอกราบอนุโมทนาในกุศลจิตครับ
 
ตัวอย่างหน้า website


สิ่งที่เกี่ยวกับครูบารมีของหลวงปู่มั่นมาดั้งเดิม ท่านเล่าว่า แต่ก่อนที่ยังไม่ถึงธรรมขั้นนี้ คู่บารมีของท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิมาด้วยกัน แต่สมัยก่อนโน้นก็เคยมาเยี่ยมท่านทางสมาธิภาวนาเสมอ
 
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/e/e1/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%95.jpg

ท่านแสดงธรรมให้ฟังเล็กน้อยแล้วสั่งให้กลับไป
นานๆมาครั้งหนึ่งแต่มาในรูปแห่งวิญญาณ มองร่างไม่ปรากฏเหมือนภพอื่นๆ
 
เวลาท่านถามก็ตอบว่า เป็นห่วงท่านมาก ยังมิได้ตั้งใจไปเกิดในภพภูมิที่เป็นหลักเป็นฐานใดๆทั้งสิ้น ทั้งกลัวท่านจะหลงลืมความสัมพันธ์และความปารถนาที่เคยพาปรารถนาเป็นพระ พุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต จึงต้องคอยฟังเรื่องราวอยู่เสมอด้วยความเป็นห่วงและเสียดาย

ท่านก็ได้บอกว่า ได้ของดความปรารถนานั้นไปแล้ว และได้ตั้งใจปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ในชาตินี้
ไม่ขอเกิดอีก ซึ่งเท่ากับเอาทุกข์ภัยที่เคยพบเคยเห็นมาชาตินั้นๆมาแบกหามต่อไปอีก
 
แม้มิได้ตอบให้ท่านทราบว่าหายห่วงหรือยังห่วงอยู่ในเรื่องนั้น
แต่ก็ยังเป็นห่วงคิดถึงท่านตลอดมามิได้หลงลืมจืดจาง แต่นานๆมาเยี่ยมท่านหนหนึ่งดังนี้
 
พอ มาระยะนี้องค์ท่านเองนึกเป็นห่วงและสงสารที่เคยรับความทุกข์ยากลำบากในภพ ชาตินั้นๆมาด้วยกันตามที่ท่านพิจรณารู้เห็น จึงนึกวิตกอยากพบเพื่อจะได้ปรับปรุงความเข้าใจและเล่าอะไรที่จำเป็นให้ฟังจะ ได้หายสงสัยหมดกังวลความผูกพันในความหลัง
 
http://www.inspect7.moe.go.th/php/modules/activeshow_mod/images/picture/1326773951.jpg

เพียงนึกวิตกเท่านั้น พอตกกลางคืนยามดึกสงัด
คู่บารมีของท่านก็มาจริงๆและมาในรูปแห่งวิญญาณตามเดิม
 
ท่านเริ่มถามถึงภพชาติที่กำลังเป็นอยู่ว่า ทำไมมีแต่ดวงวิญญาณ ไม่มีร่างเหมือนภูมิ
อันเป็นทิพย์ทั่วๆไป เวลานี้เกิดเป็นอะไรจึงได้มาในลักษณะวิญญาณเช่นนี้
 
ดวง วิญญาณตอบท่านว่า นี่เป็นภพย่อยอันละเอียดอีกภพหนึ่งในบรรดาภพทั้งหลาย ที่มารออยู่ในภพนี้ก็เพราะความเป็นห่วงดังที่เคยเรียนแล้วนั่นเอง ที่มานี้ก็ทราบว่าท่านอยากให้มาถึงได้มา ไม่กล้ามาบ่อยนัก เพราะเป็นความกระดากอาย อยู่ภายในทั้งๆที่อยากมาบ่อยที่สุด แม้มาแล้วจะไม่มีความเสียหายอะไรทั้งสองฝ่าย เพราะมิใช่วิสัยจะทำให้เกิดความเสียหายได้ก็ตาม
 
แม้ความรู้สึกอันดั้งเดิมที่เคยมีต่อกัน หากทำให้เกิดความตะขิดตะขวงใจไม่กล้ามาไปเอง
ทั้งท่านก็เคยบอกว่าไม่ให้มาบ่อยนัก แม้ไม่เสียหายก็อาจเป็นอารมณ์เครื่องทำให้เนิ่นช้าแก่การปฏิบัติได้
 
เพราะใจเป็นสิ่งละเอียดอาจรับเอาอารมณ์อันละเอียดมาเป็นอุปสรรคแก่การดำเนินของตนได้
ก็เชื่อว่าอาจเป็นดังได้ที่บอกจึงมิได้มาบ่อยนัก
 
คืน วันที่ท่านตัดขาดจากภพจากชาติจากญาติมิตรสหายจากสายบารมีผู้หวังพึ่งเป็น พึ่งตายอย่างไม่อาลัยเสียดายเลยนั้นก็ทราบ เพราะเรื่องกระเทือนไปทั่วโลกธาตุต้องทราบกันทุกแห่งหน แต่แทนที่จะชื่นบานหรรษาอนุโมทนาด้วยดังที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น กลับเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจด้วยความวิปริตคิดไปต่างๆว่า ท่านไปแบบไม่เหลียวแล แม้คู่บารมีที่เคยทุกข์เคยตะเกียกตะกายถวายความจงรักภักดีในภพน้อยภพใหญ่มา ด้วยกัน ก็ไม่เหลือบมอง ชาติวาสนาของตัวนี้แสนอาภัพก็อยู่ไปตามกรรม มีแต่ลูบคลำทุกข์ไม่มีวันปล่อยวางอย่างนี้แล
 
ผู้พ้นไปแล้วก็ไกลทุกข์ แต่ผู้ที่กำลังตกอยู่ในกองทุกข์ก็อดทนไป คิดไปมากเท่าไรก็เหมือนคนไม่มีปัญญาแต่อยากขึ้นไปชมเดือนดาวบนฟ้า สุดท้ายก็กลับมานั่งนอนกอดกับทุกข์ไปตามแบบของคนมีกรรมหนาหาทางออกไม่ได้ ผู้อาภัพชาติวาสนาที่กำลังดิ้นรนทนทุกข์บ่นหาความสุขอยู่เวลานี้ ก็คือผู้กำลังเสียใจร้องไห้อยากขึ้นไปชมเดือนชมดาวบนฟ้า ซึ่งแสนน่าทุเรศเอาหนักหนา น่าเวทนาเหลือประมาณ
 
ผู้นี้เองจะเป็นผู้อื่นที่ไหนกัน ท่านเป็นผู้เสมือนเดือนดาวบนฟ้าส่งแสงสว่างจ้าทั่วสารทิศ จะสถิตอยู่ที่ใดก็ไม่อับเฉาเขลาในธรรม มีแต่ความสว่างไสวไปทุกสารทิศทุกทางโดยรอบ ขอบเขตจักรวาล สนุกอยู่ด้วยความสำราญบานใจ
 
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/813/37813/images/m1490791.jpg

หาก บุญวาสนาของดวงวิญญาณข้าบาทบริจาริกายังพอมีอยู่บ้าง ไม่ขาดสูญพูนทุกข์ ก็ขอท่านได้โปรดเมตตาแผ่กระแสธรรมไปบันดาลพร้อมทั้งดวงปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ ผ่องใส โปรดประทานพอได้พ้นจากโทษในสงสาร บรรลุพระนิพพานตามไปในไม่ช้านี้เถิด จะไม่อดรนทนทุกข์ทรมาณจิตใจไปช้านาน
 
ขอคำวิงวอนสัตยาธิษฐานนี้ จึงมีกำลังบันดาลให้เป็นไปดังใจหมายของข้าอย่าเนิ่นนาน ได้โพธิสมภารอย่างใกล้ชิดเร็วพลันเถิด นี่เป็นคำของดวงวิญญาณวิงวอนอธิษฐานหวังโพธิสมภาร หมายปองด้วยความละล่ำละลัก ซึ่งเป็นคำที่น่าสมเพชเวทนาเอาหนักหนา
 
ท่านตอบว่า เท่าที่นึกวิตกอยากให้มา ก็มิได้มุ่งเจตนาให้เกิดความเสียใจดังที่เป็นอยู่เวลานี้ ซึ่งเป็นทางที่ผิด สัตว์โลกที่มีอยู่ทั่วโลกธาตุซึ่งมีความหวังดีต่อกัน เขาไม่ได้นำเรื่องทำนองนี้มาคิดกัน คำว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในพรหมวิหาร ก็เคยบำเพ็ญมาไม่ใช่หรือ
 
ดวงวิญญาณตอบว่า เคยบำเพ็ญมาช้านานจึงอดคิดถึงความผูกพัน ที่เคยบำเพ็ญธรรมทั้งสี่นี้มาด้วยกันไม่ได้ เมื่อผู้หนึ่งเอาตัวรอดไปเสียเพียงคนเดียวเช่นนี้
ธรรมดาสัตว์ที่ มีกิเลสเช่นวิญญาณนี้จึงอดกลั้นความเสียใจไม่ได้ แล้วก็ได้รับความทุกข์เพราะความสลัดปัดทิ้งไม่เหลียวแลนั้น จนเวลานี้ยังมองไม่เห็นความสร่างซาแห่งความทุกข์นั้นลงบ้างเลย
 
ท่านตอบว่า การสร้างความดีมาทั้งมวล ทั้งที่สร้างโดยลำพังทั้งตัวเอง ทั้งที่ผู้อื่นพาสร้างก็เพื่อแก้ความกังวล ขนทุกข์ออกจากตัว มิได้สร้างเพื่อความร้อนรนขนทุกข์เข้าใส่ตัว จนต้องได้รับความเดือดร้อนวุ่นวายมิใช่หรือ
 
ดวงวิญญาณตอบว่า ใช่ แต่วิสัยของผู้มีกิเลส เมื่อไม่สามารถ เลือกทางเดินที่ราบรื่นปลอดภัยได้ก็จำต้องลูบคลำไปตามประสา โดยไม่ทราบว่าที่ทำไปนั้นถูกหรือผิด จะพาให้ตนเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ส่วนที่เป็นทุกข์ ก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทราบจะหาทางออกด้วยวิธีใด ก็จำต้องดิ้นรนบ่นทุกข์ไป ทำนองดังที่เห็นอยู่เวลานี้
 
http://www.dhammada.net/wp-content/uploads/2010/10/luangpooMun.jpg

ท่าน เล่าว่า วิญญาณทำความเหนียวแน่นแม่นมั่น ปรับทุกข์ปรับร้อนกับท่านอย่างเอาจริงเอาจัง หาว่าท่านหลบหลีกปลีกตัวไปเสียคนเดียว ปราศจากความเมตตาสงสารกับผู้ที่เคยตะเกียกตะกายเสือกคลานผ่านทุกข์มาด้วยกัน ไม่เหลือบมองเพื่ออนุเคราะห์ส่งเสริมพอให้มีทางผ่านพ้นไปด้วยได้
 
ตอนนี้ท่านพูดเป็นประโยคแทรกในระหว่าง จากนั้นก็อนุสนธิสืบต่อกับดวงวิญญาณต่อไป ท่านพูดปลอบโยนกับดวงวิญญาณว่า การรับประทาน แม้จะรับอยู่ร่วมวงในภาชนะ หรือในโต๊ะเดียวกัน ก็ยังมีผู้อิ่มก่อน ผู้อิ่มที่หลัง จะให้อิ่มในขณะเดียวกันย่อมไม่ได้
 
การบำเพ็ญความดีทั้งหลาย แม้จะบำเพ็ญมาด้วยกัน ดังพระพุทธเจ้ากับพระนางพิมพายโสธรา คู่บารมี ก็ยังปรากฏว่า พระองค์ทรงบรรลุถึงแดนพ้นทุกข์ก่อน แล้วเสด็จกลับมาประทานพระโอวาท แก่พระนาง แล้วค่อยสำเร็จในวาระต่อไป
 
เรื่องเช่นนี้ควรนำไปอ่านไตร่ตรองยึดเป็นคติย่อมจะเกิด ประโยชน์มหาศาลแก่เราเอง ดีกว่าจะมาปรับทุกข์ปรับร้อนแก่ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งกำลังพยายามคิดหาหนทางช่วยเหลืออยู่อย่างเต็มใจ และเสาะแสวงหาทางเพื่อช่วยให้หลุดพ้นอย่างเต็มกำลัง
 
มิหนำยังถูกหาว่ามีใจจืดจางวางปล่อยไม่เหลียวแล ก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ทั้งสองฝ่ายเข้าไปอีก ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่เหมาะสมเลย ควรเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ตามแบบพระชายาของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นทางให้เกิดความสุขและเป็นแบบฉบับที่ถูกต้องดีงามแก่ผู้อื่นด้วย
 
การวิตกอยากให้มาก็เพื่ออนุเคราะห์ มิได้เพื่อขับไล่ไสส่ง การสั่งสอนตลอดมาก็เพื่อ
อนุเคราะห์ส่งเสริมตามแบบฉบับแห่งธรรมแก่ผู้ควรอนุเคราะห์
 


คำ ว่า ปล่อยปละละเลยไม่เหลียวแลนี้ ยังมองไม่เห็นว่า ได้ทอดธุระปล่อยวางห่างเหินอย่างไร ความคิดและอุบายที่แสดงออกทุกขณะจิตที่คิดเพื่ออนุเคราะห์ เป็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วย เมตตากรุณาจริงๆ เพื่อผลที่ผู้รับไป ปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด ก็รอคอยจะแสดงมุทิตาจิตไปด้วยอยู่เสมอ หากได้ผลเป็นที่พึงพอใจ ไม่มีข้องแวะที่ไหนแล้ว ผู้ให้ความอนุเคราะห์ก็เบาใจหายห่วง จิตกับอุเบกขาธรรมก็เข้ากันได้สนิท
 
การที่พาปรารถนาพุทธภูมิ ก็มุ่งจะพาข้ามโลกสงสาร การของดจากพุทธภูมิ มาตั้งปรารถนาเป็นสาวกภูมิอันเป็นภูมิของผู้สิ้นกิเลสอาสวะ ก็เป็นความมุ่งหมาย เพื่อจะพาสิ้นกิเลสและกองทุกข์ทั้งมวลก้าวเข้าสู่บรมสุขคือ พระนิพพาน อันเป็นจุดอันเดียวกัน
 
การพาบำเพ็ญกุศลในชาติต่างๆตลอดมา จนชาติปัจจุบันได้มาบวชบำเพ็ญในศาสนา มีสติปัญญาเพียงใด พอติดต่อข่าวสารถึงได้ ก็พยายามเสมอมา จนได้มาพบเห็นกันในภพนี้และได้ให้โอวาทสั่งสอนเต็มสติปัญญาตลอดมาจนถึง ปัจจุบันบัดนี้ ล้วนเป็นอุบายวิธีอนุเคราะห์ด้วยความเมตตาสงสารสุดที่จะประมาณอยู่แล้ว ไม่มีขณะจิตใดที่จะทอดอาลัยหมายหลีกปลีกตัวให้พ้นไปแต่ผู้เดียว
 
แต่เป็นจิตที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงสงสาร หวังจะฉุด จะลาก จะพรากออกจากกองทุกข์
ภพชาติในสงสาร ให้ถึงพระนิพพานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
 


ความ คิดวิปริตไปในทางน้อยเนื้อต่ำใจที่สำคัญว่า ทอดทิ้ง ปล่อยวางไม่เหลียวแลนี้ เป็นความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสองฝ่าย จึงควรระงับดับมันเสีย อย่าให้มีเกิดขึ้นมา เหยียบย่ำทำลายจิตใจอีกต่อไป
 
ผลคือ ความทุกข์จะตามมาอีก ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้ตลอดกาล
และผิดกับความมุ่งหมายของผู้หวังอนุเคราะห์ด้วยใจเมตตาสงสารตลอดมา
 
คำ ว่า หลุดพ้นไปไม่อาลัยอาวรณ์นั้น หลุดพ้นไปไหน? และไม่อาลัยผู้ใด? เพราะขณะนี้กำลังช่วยฉุด ช่วยลาก ช่วยถาก ช่วยถาง ช่วยอนุเคราะห์กันอยู่อย่างเต็มกำลัง แม้การอบราทั้งมวล ก็ล้วนออกจากความอาลัยสงสารโดยถ่ายเดียวมิใช่หรือ?
 
จะหาความอาลัยสงสารจากที่ไหนให้ยิ่งกว่าที่กำลังให้และ กำลังได้รับอยู่ในเวลานี้ การอบรมบ่มนิสัย เพื่อการเชิดชูส่งเสริมตลอดมา ก็ได้ถอดออกมาจากดวงใจที่เปี่ยมด้วย ความสงสารยิ่งกว่าน้ำในทะเลมหาสมุทร และได้ทุ่มเทลงอย่างไม่อัดไม่อั้นไม่คิดเป็นคิดตาย และคิดจะหมดหรือยังเหลืออยู่ ในบรรดาธรรมที่มีอยู่ภายในใจ ขอได้เข้าใจตามเจตนาที่หวังอนุเคราะห์เสมอมา และรับไปเป็นสิริมงคลแก่ตน ตามธรรมที่อบรมสั่งสอนมานี้ ผลคือ ความสุขใจ จะเป็นที่ยอมรับอยู่กับผู้ที่เชื่อถือและปฏิบัติตาม
 
นับแต่ออกบวชมา ปฏิบัติธรรมแทบเป็นแทบตาย แม้แต่จิตหนึ่งที่คิดขึ้น เพื่อเป็นคนใจดำขุ่น ยังไม่ปรากฏว่ามีเลย การวิตกคิดถึงอยากให้มาหาก็มิได้หวังเพื่อจะต้มตุ๋นหลอกลวงให้ล่มจมเสียหาย แต่หวังจะอนุเคราะห์อย่างสมใจที่เมตตาสงสารอย่างเดียวเท่านั้น
 
ถ้ายังเป็นที่เชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว ก็ยากที่จะไปแสวงหาความเชื่อถือที่ไว้วางใจได้ จากผู้ที่เห็นว่าดีเยี่ยมและซื่อสัตย์สุจริตยิ่งกว่านี้ ที่ว่าทราบเรื่องสะเทือนโลกธาตุในคืนวันนั้น นั้นเป็นการทราบความสะเทือนแห่งธรรม ประเภทหลอกลวงต้มตุ๋นให้โลกล่มจมปรากฏขึ้นมาหรือไร? จึงไม่แน่ใจและปลงใจ ที่จะยอมเชื่อถือ ตามคำอบรมสั่งสอนที่ตั้งใจอนุเคราะห์ด้วยความเมตตา
 
ถ้าเข้าใจธรรมเป็นธรรมแล้ว ความสะเทือนโลกธาตุนั้น ก็ควรนำมาคิดเพื่อปลงจิตปลงใจเชื่อถือ และเย็นใจว่า เรายังมีวาสนาบารมีอยู่บ้าง แม้มาอุบัติในภพชาติที่ลึกลับควรจะสุดวิสัยแล้วแต่ยังได้รับฟังสิ่งดีชั่ว ของตัว จากธรรมที่มีผู้เมตตาแสดงให้ฟังได้ไม่เสียกาลไปเปล่า
 
นับว่าเป็นโชควาสนาของเราที่เคยสั่งสอนอบรมมา และควรภาคภูมิใจในวาสนาของตัว ที่มีผู้มาฉุดมาลาก มาช่วยพรากจากความมืดมนอนธการ พอได้รู้ความผิดพลาดของตัวเองบ้าง ไม่มืดบอดจอดจมถ่ายเดียว
 
หากคิดได้อย่างนี้ก็น่าอนุโมทนาสาธุการและพลอยเบาใจหายห่วงไปด้วย ไม่เป็นความคิดที่ให้ทุกข์ผูกมัดรัดตัว จนพากันหาทางออกมิได้ เพราะธรรมกลายเป็นโลก ความห่วงใยสงสารกลายเป็นศัตรูคู่ก่อเวร
 
ขณะ ที่ฟังท่านสั่งสอนด้วยเมตตาสงสาร เหมือนสายน้ำทิพย์ในลำธาร ประพรมโสรจสรงด้วยทั้งเหตุและผลระคนเคล้ากันไปไม่หยุดหย่อน บาทบริจาริกาคู่บารมีกลับได้สติ กลายเป็นผู้มีใจอ่อนน้อม ยอมรับธรรม ด้วยความซาบซึ้งใจเพลิดเพลินจนลืมเวล่ำเวลา
 
พอจบเทศนาวินิจฉัยปัญหา ก็ยอมตนเป็นผู้ผิด ว่ามาทำให้ท่านได้รับความลำบากลำบน เพราะความมืดมนด้วยความอาลัยรัก โดยเข้าใจว่าท่านปล่อยวางไปกับดินหญ้า ไม่เมตตาเอื้อเฟื้ออาลัย จึงเกิดความเสียอกเสียใจ จนไม่มีที่ปลงที่ว่าง นึกว่าตนไร้ญาติขาดมิตรปลิดชีวิตชีวาไม่มีที่พึ่งพาอาศัย
 
มาบัดนี้ ได้รับความสว่างจากดวงธรรม ใจเกิดความเย็นฉ่ำเป็นสุข ทุกข์ที่เคยแบกหามมา
ก็ปลงวางลงได้ เพราะธรรมเหมือนน้ำอมฤตรดโสรจสรงชะล้างให้เกิดความสว่างไสวขึ้นมา
 
 

โทษที่ได้ล่วงเกินพระคุณท่านด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอได้โปรดประทานโทษนั้นแก่ข้าบาท ดวงวิญญาณจะได้ตั้งหน้าสำรวมระวังต่อไปตลอดอวสาน ไม่หลงลืมผิดพลาดขลาดเขลาอีกต่อไป
 
จากนั้น ท่านก็อธิบายแนะนำเกี่ยวกับภพกำเนิดว่า ขอให้ไปเกิดในภพที่เป็นหลักฐาน
อันสมควรแก่ภาวะของตน ไม่ควรมากังวลวกเวียนเกี่ยวข้องกับความเป็นห่วงใยดังที่เคยเป็นมาอีกต่อไป
 
ดวงวิญญาณยินดีรับคำท่านด้วยความเคารพนอบน้อม ก่อนจะจากไปขอพรว่า เมื่อได้เกิดในภพที่เหมาะสมแล้ว ขอให้ได้มารับฟังโอวาทตามปรารถนาดังที่เคยทำมา ขอได้โปรดประทานพรตามใจหวังเถิด เมื่อท่านอนุญาตแล้วก็หายไปในขณะนั้น
 
พอดวงวิญญาณจากไปแล้ว จิตถอนขึ้นมาราวตี ๕ จวนสว่าง คืนนั้นท่านมิได้พักผ่อนร่างกายเลย เพราะเริ่มนั่งสมาธิภาวนา แต่ขณะออกจากทางจงกรมราว ๒๐ น. ตอนดึกก็รับแขกดวงวิญญาณเสียหลายชั่วโมง
 
 
 
ท่านเล่าว่า ต่อมาไม่นานนัก ดวงวิญญาณก็มาเยี่ยมฟังเทศน์ท่านอีก คราวนี้มาในร่างแห่งเทวดาผู้มีรูปสวยงามมาก แต่มิได้ตกแต่งด้วยเครื่องประดับต่างๆ ตามปกติของพวกเทวดาที่ทำกัน เพราะมาหาพระองค์สำคัญ ซึ่งเทวดาถือเป็นความเคารพมาก
 
โดยทั่วไป พอเทวดามาถึงก็เล่าถวายท่านว่า พอได้รับคำชี้แจงจากท่านให้หายสงสัย ไร้ทุกข์ ที่เคยทรมาณใจมาแล้ว ก็ไปอุบัตเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พิภพ ซึ่งมีความสุขสนุกสนานด้วยเครื่องบำรุง บำเรอต่างๆที่ล้วนแต่สำเร็จไปด้วยจากการบำเพ็ญเมื่ออยู่กับท่านในเมือง มนุษย์ทั้งนั้น
 
แม้จะมีความสุขสบายตามวิบากกรรมอำนวยก็ตาม แต่อดระลึกมิได้ว่า วิบากสมบัติที่ปรากฏให้ได้รับเสวยนั้น ล้วนเป็นสาเหตุไปจากพระคุณท่านเป็นผู้พาริเริ่มบำเพ็ญแต่ต้นมา เพียงลำพังผู้เดียว ไม่มีปัญญาสามารถคิดอ่านบำเพ็ญให้สำเร็จเป็นสมบัติที่พึงพอใจอย่างมหาศาล เช่นนั้นได้ เวลามีวาสนาได้ไปเกิดในกองมหาสมบัติอันเป็นทิพย์และมีความสุขสบาย หายโกรธแค้นน้อยใจแล้ว จึงได้ระลึกถึงพระคุณของท่านที่มีแก่ตนอย่างมากมายเหลือที่ประมาณได้
 
ฉะนั้น การเลือกเฟ้นในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะการงาน อาหารและสิ่งของนานาชนิด ตลอดจนมิตรสหายเพื่อนหญิงเพื่อนชายที่ควรก่อน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ต้องการครองตัวด้วยความราบรื่นจะพึงถือเป็น กิจจำเป็น เฉพาะอย่างยิ่งที่ผู้ต้องการเลือกคู่ครอง เพื่อหวังพึ่งเป็นที่พึ่งตายจริงๆ ควรถือเป็นกรณีพิเศษยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
 
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่    Name:	พระธาตุ.gif  Views:	29  Size:	358.4 KB  ID:	445923  

เพราะคู่ครองนั้นเป็นเหมือนกับใช้ลมหายใจและความเป็นอยู่ทุก ด้านร่วมอันเดียวกัน ความสุข ทุกข์ น้อย มาก ย่อมเป็นสิ่งกระเทือนถึงกันทุกระยะ ผู้ที่ได้คู่ครองที่ดี แม้ตัวจะต่ำบ้างทางฐานะความรู้ ความฉลาด การประพฤติ จริตนิสัย แต่ก็ยังดีกว่า
 
ผู้ที่คอยฉุด คอยลาก คอยให้คติเตือนใจเสมอ และพาประพฤติดำเนินในกิจการต่างๆ ทั้งทางโลก อันเป็นเครื่องส่งเสริมครอบครัวให้มั่นคงและสงบสุขและทางธรรม ซึ่งเป็นความดีงามแก่จิตใจ ตลอดการงานอย่างอื่นที่พลอยมีส่วนดีงาม ไปด้วย ไม่มืดมิดปิดตากำดำกำขาวไปโดยถ่ายเดียว โดยหาความแน่นอนและรับรองผลไม่ได้
 
ถ้าต่างฝ่ายต่างดีด้วยกันก็เท่ากับช่วยกันสร้างวิมาน หลังใหญ่ในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันไปตลอดอวสาน ไม่มีการทะเลาะวิวาทถกเถียง ครัวเรือนย่อมเป็นสุข ไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจมารบกวน เพราะต่างฝ่ายต่างสร้างสรรค์ ต่างฝ่ายต่างสำรวมระวัง ต่างฝ่ายต่างตั้งอยู่ในเหตุผลหลักธรรม ไม่ทำตามใจชอบที่ผิดจากหลักศิลธรรม อันเป็นหลักรับรองความร่มเย็นผาสุกต่อกัน
 
คู่ครองของแต่ละฝ่าย จึงเป็นผู้ช่วยกันสร้างกรรมดี ชั่ว สุข ทุกข์ บุญ บาป นรก สวรรค์ เกี่ยวเนื่องกันแต่เริ่มต้นชีวิตร่วมกันเป็นต้นไปเหมือนลูกโซ่ ทั้งปัจจุบันชาตินี้ตลอดจนอนาคตของภพชาติต่อไป
 
ดังข้าบาทได้เห็นประจักษ์กับตัวเอง ( คำว่า ข้าบาท เป็นคำแทนชื่อที่ถนัดของเทวดา เรียกตัวเองกับท่านพระอาจารย์มั่น ) ที่ได้มีบุญติดสอยห้อยตามบาทไปในภพชาติต่างๆ ด้วยการนำของพระคุณท่านพาสร้างแต่ความดีมาประจำนิสัย ไม่พาสร้างบาปกรรมทำชั่วมัวหมองเลย จึงพลอยได้เป็นคนดีติดตามบาทมาแทบทุกชาติทุกภพ และพาให้แคล้วคลาดจากภัยเวรทั้งหลายตลอดมา นึกถึงพระคุณแล้วทำให้ในจิตใจสุดที่จะเรียนได้ถูก
 
คราวนี้ข้าบาทได้เห็นโทษของตัวที่เคยผิดพลาดล่วงเกิน พระคุณท่านมาในอดีต ทั้งชาติแห่งวิญญาณและอดีตกาลที่ผ่านมานาน ขอท่านได้โปรดเมตตาอโหสิกรรมแก่เทวดาตามความปรารถนาและได้แสดงธรรมอบรมส่ง เสริมบารมีให้เป็นที่รื่นเริงจนสมควรแก่กาลแล้ว เทวดานมัสการลา กระทำทักษิณสามรอบ หลีกออกห่างจากท่านพอประมาณ และว้เหาะลอยขึ้นสู่อากาศด้วยความโสมนัสศรัทธาเป็นล้นพ้น
 
ระหว่างวิญญาณมาปรับทุกข์ด้วยความน้อยใจกับท่าน รู้สึกว่าพิศดารเหลือจะพรรณนา ผู้เขียนไม่สามารถนำมาลงได้ทุกประโยค จึงขออภัยท่านไว้ด้วย เท่าที่จำได้และนำมาลงนี้ก็ไม่ค่อยสนิทใจนัก ถ้าจะผ่านไปก็รู้สึกจะขาดเนื้อเรื่องที่น่าคิดไป ดังที่เรียนไว้แล้วตอนก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้
 
 
http://palungjit.com/feature/data/503/1204049959.jpg
 
หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ที่พักสงฆ์สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ถามหลวงปู่ถึงประวัติของท่าน หลวงปู่ก็มีอรรถาธิบายว่าหลวงปู่เกิดวันที่ 18 กุมพาพันธ์ พ.ศ.2457 ท่านเล่าเพิมเติมว่า

“ตอนเป็นเด็กๆน่ะ เริ่มต้นก็ไหว้เทวดา โยมแม่ท่านสอนต่อมาก็สวดมนต์
อิติปิโส ภควา สวดเก่ง แต่เดี๋ยวนี้อาตมาไม่ค่อยชอบสวด เอาทางด้านกรรมฐานอย่างเดียว
อาตมาเกิดบ้านนอกนี่นะ เรื่องไหว้เทวดานี้ทำมาตั้งแต่เด็กๆ เลยทีเดียว...
การไหว้เทวดานั้นทำก่อนนอนทุกคืนๆ แต่ก็มีผล มีความศักดิ์สิทธิ์มากเหมือนกัน ที่มาเห็นผลนี้ก็ตอนมาอยู่กรุงเทพฯ นะ ตอนนั้นโตแล้ว

วิธีปฏิบัติก็กราบสามหน แล้วก็ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ ก็น้อมนึกเอาเฉยๆ นะพอเติบโตก็ได้พบความอัศจรรย์ คือ ดีแน่ เชื่อได้ เป็นที่พึ่งยามคับขันได้ ตั้งใจให้แน่วแน่ - เทวดาช่วยที...ก็เป็นผล เป็นจริงๆ”
ขอเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังธรรมบรรยายจาก
อาจารย์สุภีร์ ทุมทอง
ในวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2555 เวลา 13.00-15.00 น.
ณ ห้องกรรมฐาน อาคารเจริญธรรม บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย 2

ธรรมะบรรยายโดยอาจารย์สุำภีร์
http://www.ajsupee.com/index.php?id_cat=1






การเดินทาง
1. เข้าทางด้านถนนกาญจนภิเษก จุดสังเกตหลัก คือ สมาคมชาวปักษ์ใต้ (ตรงข้ามเนติบัณฑิตฯ)
2. มาจากถนนบรมราชชนนี เลี้ยวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 2
เข้าสู่ถนนสุขาภิบาลบางระมาด (ห่างจากถนนพุทธมณฑลสาย 2 ประมาณ 150 เมตร)
3. มาจากถนนเพชรเกษม เลี้ยวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 2
เข้าสู่ถนนสุขาภิบาลบางระมาด (ห่างจากถนนพุทธมณฑลสาย 2 ประมาณ 150 เมตร)

รถประจำทางที่ผ่าน สาย 157, 123, ปอ.พ.79
ขอเชิญร่วมบุญเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี
เพื่อสร้าง "บุญญาวาสเจดีย์"
 
http://uc.exteenblog.com/pavatp/images/watboonyawad/boonyawad_resized.gif

ทอด ณ วัดบุญญาวาส อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี
วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2555
 
http://t0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSSMsBVY4k7Nyw8torG9LCUxkNnYQDaMppJTaLO3MmSx8HdOJVxn2BrPR00

กำหนดการ
เวลา 07.30 น. ถวายภัตตาหาร
เวลา 08.15 น. พระสงฆ์ฉันภัตตาหาร
เวลา 10.00 น. ถวายผ้าป่า
เวลา 10.30 น. แสดงพระธรรมเทศนา
ขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมงานพิธีนี้ตามกำหนดเวลา
 
ทุกท่านบริจาคได้โดยการโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ นายภาวัช พิศาลสุพงศ์
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเดอะมอล์บางกะปิ เลขบัญชี 160-244943-6
- หมายเหตุ บัญชีนี้ใช้เฉพาะกิจสำหรับงานบุญผผ้าป่าฯ

กรณีต้องการใบอนุโมทนาบัตร
กรุณาสำเนาหลักฐานการโอน พร้อมกับระบุชื่อและที่อยู่ของผู้โอน ส่งมาที่ Email: pavatp@hotmail.com
 
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายภาวัช พิศาลสุพงศ์ 08-7979-8266 เวลา 15.00 - 21.00 น. ทุกวัน

http://uc.exteenblog.com/pavatp/images/watboonyawad/bookbank_1.jpg
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/0d/Tipitaka2.jpg/188px-Tipitaka2.jpg
 
โครงการทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีสร้างพระไตรปิฎก ๙ ชุด (ครั้งที่ ๒)
เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ขอเชิญร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีสร้างพระไตรปิฎก ๙ ชุดพร้อมตู้ (ครั้งที่ ๒) ถวายเจ้าคณะอำเภอองครักษ์ (พระพิมลศีลาจาร หรือ หลวงพ่ออุดมทรัพย์) วัดประสิทธิเวช คลอง ๑๕ อ.องครักษ์ จ.นครนายก เพื่อนำไปถวายวัดอื่นๆต่อไป เพื่อให้ท่านสาธุชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมทั้งจังหวัดต่างๆ ได้มีโอกาสสร้างมหากุศลในครั้งนี้ ทำบุญพระไตรปิฎก ๑ ชุดพร้อมตู้ ๒๐,๐๐๐ บาท หรือตามศรัทธา

http://www.awc54.com/uploads/king/King.jpg

กำหนดการทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีสร้างพระไตรปิฎก ๙ ชุดพร้อมตู้ในวัน (พืชมงคล) พุธที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๑๐.๓๐ น. ณ วัดประสิทธิเวช คลอง ๑๕ อ.องครักษ์ จ.นครนายก

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถทำบุญโอนเงินไปที่
ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) 0307 สาขาคลอง 6 (ธัญบุรี) บัญชีออมทรัพย์
ชื่อบัญชี "สร้างพระไตรปิฎก ๙ ชุด กระทำการแทนโดย รศ. มานพ ตันตระบัณฑิตย์ และผศ.อภิชาติ สนธิสมบัติ"
เลขที่บัญชี : 307-254578-3

รายละเอียดสอบถามได้ที่
รองศาสตราจารย์ มานพ ตันตระบัณฑิตย์ โทร. ๐๘๙-๐๖๓๓-๘๖๓
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ สนธิสมบัติ โทร. ๐๒-๕๔๙-๓๖๖๖
รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งเรือง กาลสิริศิลป์ โทร. ๐๘๔-๐๑๖๘-๗๓๖

ขอบารมีคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกได้โปรดดลบันดาลให้ ผู้มีจิตศรัทธาและครอบครัวในการสร้างพระไตรปิฎก ๙ ชุดพร้อมตู้นี้ จงประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรืองด้วยจตุรพิธพรชัยคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ธนสารสมบัติอันพึงปรารถนาในปัจจุบันชาติ และได้บังเกิดในภพภูมิเทวดาและมนุษย์ทุกภพทุกชาติเท่านั้นเพื่อจะได้สร้าง บารมีไปสู่แดนพระนิพพานทุกท่านด้วยเทอญฯ